ทริคการตั้งราคาบริการและคอร์สคลินิกอย่างไร ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

การตั้งราคาต่ำกว่าคู่แข่งอาจช่วยให้ปิดการขายง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่รู้ต้นทุนจริง ทุกครั้งที่ลูกค้ากลับมาใช้คอร์สอาจยิ่งเพิ่มภาระ บทความนี้ชวนคำนวณราคาจากต้นทุน คุณค่า และตลาด พร้อมตรวจส่วนลดก่อนประกาศใช้

ทีมขายส่งภาพหน้าจอราคาของคลินิกใกล้เคียงมาให้เจ้าของ พร้อมคำถามว่า “เราตั้งต่ำกว่านี้นิดหนึ่งดีไหมคะ จะได้ปิดง่ายขึ้น”

คำถามนี้ฟังดูสมเหตุผล ลูกค้าย่อมเปรียบเทียบราคา และราคาที่สูงเกินคุณค่าที่เขาเห็นก็ขายยาก

แต่ก่อนตอบ ลองถามอีกประโยคหนึ่ง

ถ้าขายในราคานี้ ทุกครั้งที่ลูกค้ากลับมาใช้บริการ เรายังเหลือเงินพอสำหรับวัสดุ ทีม ห้อง เครื่องมือ และค่าใช้จ่ายประจำหรือไม่

นี่เป็นสถานการณ์สมมติ แต่สะท้อนกับดักของการตั้งราคาจาก Screenshot คู่แข่งเพียงภาพเดียว ราคาที่ใช้ได้จริงต้องผ่านสามมุมพร้อมกัน คือ ต้นทุนขั้นต่ำที่กิจการต้องรับได้ คุณค่าที่ผู้รับบริการมองเห็น และทางเลือกในตลาด จากนั้นต้องทดสอบต่อว่าราคาหลังส่วนลดและราคาคอร์สยังเหลือส่วนต่างพอสำหรับการส่งมอบทุกครั้ง

ราคาคู่แข่งเป็นข้อมูลตลาด ไม่ใช่สูตรต้นทุนของเรา

ราคาคู่แข่งช่วยบอกช่วงที่ลูกค้าน่าจะพบระหว่างการค้นหา ช่วยให้เห็นรูปแบบแพ็กเกจ และทำให้เราตั้งคำถามว่าอะไรทำให้ข้อเสนอหนึ่งต่างจากอีกข้อเสนอ

แต่เราไม่รู้ต้นทุนหลังบ้านของเขา

คู่แข่งอาจมีปริมาณลูกค้ามากกว่า จึงกระจายค่าใช้จ่ายประจำได้ต่างกัน อาจใช้วัสดุคนละเกรด มีเครื่องมือที่ซื้อขาดแล้ว มีสัญญาค่าตอบแทนอีกแบบ หรือใช้ราคาต่ำกับบริการหนึ่งเพื่อพาลูกค้าไปรู้จักบริการอื่น

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมชี้ว่าการตั้งราคาต้องพิจารณาทั้งต้นทุน ตลาด และคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้ การลอกราคาโดยไม่รู้โครงสร้างของตนเองจึงเสี่ยงทำให้กิจการขายได้ แต่กำไรต่ำหรือขาดทุน

ใช้ราคาคู่แข่งเพื่อถามว่า “ตลาดเห็นตัวเลือกอะไร” แต่อย่าใช้แทนคำตอบว่า “คลินิกของเรารับราคาใดไหว”

เริ่มจากต้นทุนของการส่งมอบหนึ่งบริการ

คำว่า “ต้นทุนบริการ” ไม่ได้มีแค่ราคายาหรือเวชภัณฑ์ที่หยิบออกจากคลัง ให้เดินตามเหตุการณ์จริงตั้งแต่เตรียมห้องจนจบบริการ

ต้นทุนที่ควรสำรวจอาจรวมถึง

  • วัสดุและเวชภัณฑ์ที่ใช้ตรงกับบริการ
  • ค่าตอบแทนที่เพิ่มตามการให้บริการ
  • ค่าธรรมเนียมของช่องทางชำระเงิน
  • เวลาแพทย์ ผู้ช่วย ห้อง และเครื่องมือ
  • ค่าใช้จ่ายจากการติดตามหรือให้บริการเพิ่มเติมตามเงื่อนไข
  • ส่วนแบ่งค่าใช้จ่ายประจำเพื่อดูว่าราคาช่วยพยุงกิจการได้เพียงใด

คำว่า “อาจ” สำคัญ เพราะรูปแบบสัญญาและนโยบายบัญชีแต่ละคลินิกต่างกัน ค่าใช้จ่ายบางรายการอาจถูกนับซ้ำได้ง่าย เช่น นำเงินเดือนประจำไปรวมในต้นทุนต่อครั้งแล้วนำกลับมารวมเป็นต้นทุนคงที่อีกครั้ง ควรออกแบบ Cost model ร่วมกับผู้ทำบัญชีและทบทวนจากข้อมูลจริง

เป้าหมายในขั้นนี้ไม่ใช่ทำให้ตัวเลขดูละเอียดที่สุด แต่ทำให้รู้ว่าทุกครั้งที่ส่งมอบบริการ มีเงินส่วนใดถูกใช้ไปตามบริการนั้น และเหลือเท่าไรไปรับค่าใช้จ่ายประจำ

Markup กับ Margin ไม่ใช่คำเดียวกัน

สมมติว่าต้นทุนที่ใช้เป็นฐานเท่ากับ 100 บาท และต้องการบวกเพิ่ม 30 บาท

Markup จะคิดจากกำไรขั้นต้นเทียบกับต้นทุน

Markup = กำไรขั้นต้น ÷ ต้นทุน

ในตัวอย่างนี้ Markup เท่ากับ 30%

ส่วน Margin คิดจากกำไรขั้นต้นเทียบกับราคาขาย 130 บาท

Margin = กำไรขั้นต้น ÷ ราคาขาย

Margin จึงประมาณ 23.1% ไม่ใช่ 30%

ถ้ากิจการเริ่มจาก Margin เป้าหมาย สูตรราคาเบื้องต้นคือ

ราคา = ต้นทุน ÷ (1 − Margin เป้าหมาย)

นี่เป็นแบบจำลองบริหารเบื้องต้น ไม่ใช่สูตรที่รับประกันว่าตลาดจะยอมจ่าย และไม่ใช่เกณฑ์มาตรฐานของคลินิก ราคาที่คำนวณได้ยังต้องผ่านการตรวจคุณค่าที่ลูกค้าเห็น Capacity ความเสี่ยง และการแข่งขัน

ต้นทุนบอกขอบเขตที่ต้องระวัง ลูกค้าเป็นคนตัดสินคุณค่า

หากต้นทุนบอกว่าราคาหนึ่งอยู่ไม่ได้ คำตอบไม่จำเป็นต้องเป็นการขึ้นราคาอย่างเดียว อาจต้องปรับกระบวนการ ลดความสูญเสีย เปลี่ยนเงื่อนไข หรือออกแบบบริการใหม่

ในอีกด้านหนึ่ง ราคาที่ครอบคลุมต้นทุนก็ไม่ได้แปลว่าลูกค้าจะซื้อ ลูกค้าพิจารณาภาพรวม เช่น ความชัดเจนของแผนบริการ ความน่าเชื่อถือของทีม ความสะดวก ความต่อเนื่อง การติดตามผล และทางเลือกอื่นที่เขามี

จุดที่หลายคลินิกพลาดคืออธิบายความต่างไม่ชัด แล้วใช้ส่วนลดแก้ความลังเลทุกครั้ง สุดท้ายลูกค้าเรียนรู้ว่าราคาเต็มเป็นเพียงตัวเลขรอเจรจา ขณะที่ทีมเองก็ไม่แน่ใจว่าให้ลดได้ถึงไหน

การตั้งราคาที่ดีจึงต้องตอบสองคำถามพร้อมกัน

คลินิกส่งมอบคุณค่าอะไรที่ลูกค้าเข้าใจได้

และราคาหลังการเจรจายังทำให้ธุรกิจส่งมอบคุณค่านั้นซ้ำได้โดยไม่ลดคุณภาพหรือไม่

ราคาคอร์สต้องคิดถึงทุกครั้งที่ยังต้องให้บริการ

คอร์สอาจทำให้ลูกค้าวางแผนต่อเนื่องและช่วยให้คลินิกคาดการณ์งานได้ดีขึ้น แต่เงินที่รับก้อนแรกไม่ได้ทำให้ภาระจบลง คลินิกยังมีนัด วัสดุ ค่าตอบแทน ห้อง และเวลาที่ต้องเตรียมในอนาคต

ก่อนตั้งราคาคอร์ส ให้ไล่ดูอย่างน้อยหกเรื่อง

  • ราคาสุทธิต่อครั้งหลังส่วนลด
  • จำนวนครั้งที่ต้องส่งมอบ
  • วัสดุและค่าตอบแทนที่เกิดทุกครั้ง
  • อายุคอร์สและ Capacity ที่ต้องกันไว้
  • เงื่อนไขคืนเงิน โอนสิทธิ์ เปลี่ยนบริการ หรือบริการแถม
  • ยอดค้างและงานติดตาม หากอนุญาตให้แบ่งชำระ

อย่ารีบเหมารวมว่าเงินรับล่วงหน้าเป็นรายได้ทั้งหมดทันที หรือว่าคอร์สคงเหลือต้องบันทึกแบบเดียวกันทุกกรณี การรับรู้รายได้ขึ้นกับสัญญา การส่งมอบ และมาตรฐานบัญชีที่กิจการใช้ ให้ผู้ทำบัญชีตรวจเงื่อนไขจริงก่อน

อ่านต่อเรื่องการจัดการภาระบริการได้ที่ ขายคอร์สคลินิกอย่างไรให้ข้อมูลไม่หลุด และ ผูกบริการกับวัสดุอย่างไร

ส่วนลดควรแลกกับเหตุผลทางธุรกิจ

ส่วนลดไม่ใช่เรื่องผิด มันอาจใช้ลดความเสี่ยงด้านดีมานด์ กระตุ้นช่วงเวลาที่ Capacity ว่าง หรือสร้างข้อเสนอสำหรับการซื้อหลายครั้ง

แต่ทุกส่วนลดควรตอบได้ว่า “คลินิกให้อะไรไป และได้อะไรกลับมา”

ก่อนอนุมัติ ลองถามว่า

  • ราคาหลังลดเหลือกำไรส่วนเกินเท่าไร
  • ส่วนลดแลกกับการซื้อหลายครั้ง การชำระแบบใด หรือช่วงเวลาใด
  • ใครมีสิทธิ์อนุมัติ และลดได้ในขอบเขตเท่าไร
  • รายการส่งเสริมการขายถูกบันทึกแยกจากการแก้ราคาโดยพลการหรือไม่
  • หากลูกค้าแทบทุกคนได้ราคาโปร ราคาเต็มยังสื่อความหมายจริงหรือไม่

นโยบายที่ดีช่วยให้พนักงานตัดสินใจได้โดยไม่ต้องโทรหาเจ้าของทุกเคส และทำให้ภายหลังวิเคราะห์ได้ว่าแคมเปญใดสร้างยอดพร้อมส่วนต่าง ไม่ใช่สร้างยอดอย่างเดียว

ดูแนวทางเชิงกระบวนการต่อได้ที่ วางกติกาส่วนลดคลินิกอย่างไร

ทดลองราคาก่อนประกาศใช้ทั้งคลินิก

เลือกบริการหนึ่งกลุ่ม เก็บต้นทุนที่เกี่ยวข้อง และดูราคาที่ลูกค้าจ่ายจริง อย่าดูเฉพาะราคาในเมนู เพราะส่วนลด ของแถม และเงื่อนไขการชำระอาจทำให้ราคาสุทธิเปลี่ยนไปมาก

ระหว่างทดลอง ให้ดูทั้งอัตราการตอบรับและเงินที่เหลือหลังต้นทุนผันแปร รับฟังเหตุผลที่ลูกค้าปฏิเสธ ตรวจผลต่อคิวและคุณภาพบริการ แล้วค่อยตัดสินใจว่าปัญหาอยู่ที่ราคา คุณค่าที่อธิบาย หรือรูปแบบข้อเสนอ

กำหนดรอบทบทวนให้ชัด โดยเฉพาะเมื่อราคาวัสดุ ข้อตกลงค่าตอบแทน หรือ Service mix เปลี่ยน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนราคาบ่อย แต่ไม่ควรปล่อยให้ราคาที่ตั้งจากต้นทุนเมื่อหลายปีก่อนเดินต่อโดยไม่มีใครตรวจ

Keenix ช่วยรักษาราคาที่ตัดสินใจแล้วอย่างไร

Keenix รองรับการสร้างคอร์ส บริการ และโปรโมชัน บันทึกรายการขายกับรายรับ ติดตามยอดค้าง การใช้คอร์ส การเคลื่อนไหวสต็อก และค่าตอบแทนทีม ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เจ้าของย้อนดูได้ว่าราคาที่กำหนด ราคาที่ขายจริง และภาระการส่งมอบสัมพันธ์กันอย่างไร

Keenix ไม่ได้กำหนดราคาที่เหมาะสมแทนคลินิก และไม่ได้ถูกนำเสนอเป็นระบบบัญชีต้นทุน สิ่งที่ระบบช่วยคือทำให้กติกาที่ตัดสินใจแล้วถูกนำไปใช้บนข้อมูลที่เชื่อมกัน ลดการพึ่งไฟล์ราคาหลายเวอร์ชัน และสร้างหลักฐานสำหรับทบทวนร่วมกับทีมกับผู้ทำบัญชี

ก่อนออกโปรโมชั่นครั้งต่อไป หยิบคอร์สขายดีหนึ่งรายการขึ้นมา ไล่ราคาหลังส่วนลด ต้นทุนต่อครั้ง จำนวนครั้งที่ยังต้องส่งมอบ และเงื่อนไขทั้งหมดให้ครบ

ถ้าตอบได้ ธุรกิจกำลังใช้ราคาเป็นเครื่องมือบริหาร

ถ้ายังตอบไม่ได้ จุดเริ่มต้นไม่ใช่ลดเพิ่มอีกห้าเปอร์เซ็นต์ แต่คือทำให้ต้นทุนและเงื่อนไขที่ซ่อนอยู่มองเห็นเสียก่อน

บทความนี้เป็นกรอบบริหารเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำด้านบัญชี ภาษี หรือการกำหนดราคาสำหรับกิจการใดโดยเฉพาะ โปรดตรวจ Cost model การรับรู้รายได้ และผลทางภาษีกับผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาของกิจการ

สรุปสั้น

ราคาบริการคลินิกควรผ่านสามมุมพร้อมกัน ได้แก่ ต้นทุนขั้นต่ำที่ธุรกิจต้องรับได้ คุณค่าที่ผู้รับบริการมองเห็น และทางเลือกในตลาด จากนั้นต้องตรวจว่าราคาหลังส่วนลดกับราคาคอร์สยังเหลือส่วนต่างเพียงพอต่อการส่งมอบทุกครั้ง ไม่ควรลอกราคาคู่แข่งหรือต้นทุนบวกเปอร์เซ็นต์เพียงอย่างเดียว

คำถามที่พบบ่อย

ตั้งราคาบริการคลินิกจากต้นทุนอย่างไร?

เริ่มจากต้นทุนที่เกิดตรงกับการส่งมอบหนึ่งบริการ เช่น วัสดุ ค่าตอบแทนตามบริการ และค่าธรรมเนียม จากนั้นพิจารณาส่วนแบ่งต้นทุนคงที่ กำไรที่กิจการต้องการ คุณค่าที่ลูกค้ารับรู้ และราคาทางเลือกในตลาด ก่อนทดสอบราคากับข้อมูลขายจริง

Markup และ Margin ต่างกันอย่างไร?

Markup คือกำไรขั้นต้นหารด้วยต้นทุน ส่วน Margin คือกำไรขั้นต้นหารด้วยราคาขาย จึงให้เปอร์เซ็นต์ไม่เท่ากัน หากต้องการ Margin เป้าหมาย ราคาเบื้องต้นคำนวณได้จากต้นทุนหารด้วยหนึ่งลบ Margin เป้าหมาย แต่ต้องตรวจตลาดและต้นทุนให้ครบก่อนใช้

คลินิกควรตั้งราคาตามคู่แข่งหรือไม่?

ใช้ราคาคู่แข่งเป็นข้อมูลตลาดได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นสูตร เพราะคู่แข่งอาจมีทำเล ปริมาณลูกค้า ต้นทุนวัสดุ เครื่องมือ ค่าตอบแทน และ Positioning ต่างกัน การลอกราคาโดยไม่รู้ต้นทุนของตนเองอาจทำให้ขายดีแต่ส่วนต่างไม่พอ

ราคาคอร์สควรลดจากราคารายครั้งเท่าไร?

ไม่มีเปอร์เซ็นต์กลางที่เหมาะกับทุกคลินิก ต้องคำนวณจากราคาสุทธิต่อครั้ง จำนวนครั้ง วัสดุและค่าตอบแทนทุกครั้ง อายุคอร์ส Capacity เงื่อนไขคืนหรือเปลี่ยนบริการ และคุณค่าที่ลูกค้าได้รับ แล้วทดสอบกับข้อมูลจริง

เงินที่รับจากคอร์สล่วงหน้าควรบันทึกเป็นรายได้เมื่อไร?

ขึ้นกับเงื่อนไขสัญญาและหลักการรับรู้รายได้ของกิจการ ไม่ควรตัดสินจากวันที่รับเงินเพียงอย่างเดียว ควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจเงื่อนไขคอร์ส การส่งมอบ และนโยบายบัญชีที่คลินิกใช้

Keenix ช่วยควบคุมราคาและโปรโมชันส่วนใดได้บ้าง?

Keenix รองรับการสร้างคอร์สหรือโปรโมชัน บันทึกการขายและรายรับ ติดตามยอดค้าง การใช้คอร์ส สต็อก และค่าตอบแทน จึงช่วยตรวจว่าราคาที่กำหนดกับรายการที่เกิดจริงสัมพันธ์กันอย่างไร แต่ไม่ได้กำหนดราคาหรือคำนวณต้นทุนจริงแทนกิจการ

แหล่งอ้างอิง

  1. กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม: แนวคิดการตั้งราคาขาย
  2. กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม: เครื่องมือทางการตลาด 4P
  3. สภาวิชาชีพบัญชี: ผลกระทบของ TFRS 15 ต่อการรับรู้รายได้

อยากเห็น Keenix ในงานจริงของคลินิก

นัดดูระบบกับทีม Keenix แล้วไล่ดูขั้นตอนที่ใช้กับคลินิกของคุณร่วมกัน